หนังสือเจ้าพ่อการตลาดเป็นหนังสือที่ให้เนื้อหาสาระและมุมมองหลากหลายด้วยกัน ด้วยการกำหนดให้ตัวเอกของเรื่องดำเนินไปตามสติปัญญาและโชคชะตา ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเซลล์แมน ไปถึงตำแหน่งสูงสุดคือนายกรัฐมนตรี จวบจนบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตในการครองผ้าเหลือง
ชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้การดำเนินชีวิตและกลยุทธ์ พัฒนาสู่กระบวนการและเรื่องราวที่ซับซ้อนขึ้น ดังจะหยิบยกบางช่วงบางตอนมากล่าวถึงเพื่อทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบกลยุทธ์
ตอนที่9 บทเรียนจากไทยแลนด์ ข้อความจากบทที่1 แผนเร่งรัดพัฒนาชาติ
" ความเหมือนความต่างทางทฤษฎี หลักการทางหลักสูตรการศึกษา"
"สำหรับแผนสร้างชาติระยะยาว ฯพณฯท่านสมชายสนใจในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เขาไม่เพียงแต่เน้นสุขภาพอนามัยของแม่และเด็ก และการศึกษาของชาติเท่านั้น แต่เขาเน้นการสร้างวินัยและการเพาะนิสัยพลเมืองดีที่เข้มแข็งกล้าหาญและมีหัวการค้า เพราะเขาเชื่อว่า ความมั่งคั่งนำมาซึ่งความมั่นคงที่แท้จริงของประเทศและคนที่มีคุณภาพนั้น คือทรัพย์ติดแผ่นดินที่ถาวรกว่าสิ่งอื่นใด"
จากข้อความดังกล่าว เปรียบเสมือนทฤษฎีทางหลักสูตรการศึกษา เรื่องการศึกษาตลอดชีวิต อาศัยหลักสำคัญสี่ประการ คือ การเรียนเพื่อรู้ การเรียนเพื่อปฏิบัติได้ การเรียนเพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน และการเรียนรู้เพื่อชีวิต ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อความตัวอย่าง เรื่อง แผนการสร้างชาติระยะยาวของฯพณฯสมชาย
ตอนที่9 บทที่ 2
"มีแต่ความพยายามแต่ขาดผลสัมฤทธิ์" เนื่องด้วย2-3ประการ อาทิ คณะบุคคลฝ่ายเอกชนที่เป็นตัวแทนเป็นกรรมการ ขาดข้อมูลปฐมภูมิ เพราะไม่ได้ประกอบธุรกิจในระดับปฏิบัติการมานานแล้ว ส่วนมากเป็นระดับประธานบริษัทหรือผู้บริหารชั้นสูง วัตถุประสงค์จริงๆเพื่อรักษาเก้าอี้ไว้ให้นานที่สุด จึงไม่ได้ทำประโยชน์ในฐานะตัวแทนธุรกิจอย่างจริงจัง
หากพิจารณาแล้วจะทราบถึงว่า การขาดข้อมูลปฐมภูมิหรือผู้รู้ในระดับปฏิบัติการแล้ว จะทำให้มิติของการแก้ปัญหานั้นจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงเป้าประสงค์ ซึ่งเช่นเดียวกับการสร้างหลักสูตรทางการศึกษา กล่าวคือ ทุกภาคส่วนมีความสำคัญในการสะท้อนคิด สะท้อนปัญหา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงเป้าประสงค์และบรรลุความต้องการของสังคมที่สุด อาทิ ผู้ปกตรอง ผู้ทำหลักสูตร สถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ที่ขาดไม่ได้คือ ครูผู้สอนผู้ซึ่งเข้าใจสภาพของปัญหาและผู้ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาไปตามสถานการณ์ ในบริบทของการศึกษา ประการสุดท้ายคือผู้เรียน ซึ่งเป็นประการสำคัญที่สุด เพราะการรับฟังความต้องการของผู้เรียนเป็นดั่งมิติสำคัญที่จะทำให้หลักสูตรประสบผลเพราะผู้เรียนเป็นผู้ถูกสั่งการในการใช้หลักสูตร
ยกตัวอย่างแนวคิดพื้นฐานทางการพัฒนาหลักสูตรของRalph Tyler ซึ่งเป็นแนวคิดในการวางกรอบโครงร่างหลักสูตร เริ่มด้วยการหาคำตอบจากคำถาม4ประการดังนี้
1. จุดมุ่งหมายทางการศึกษาของโรงเรียนคืออะไร
2. ประสบการณ์ทางการศึกษาที่ควรจัดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษาคืออะไร
3. จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
4. จะรู้ได้อย่างไรว่าบรรลุวัตถุประสงค์
ซึ่งคำตอบทั้ง4ข้อนี้ แสดงถึงกระบวนการพัฒนาหลักสูตร 4ขั้นตอนคือ
1. การกำหนดวัตถุประสงค์ (Identify general objectives) ประกอบด้วยแหล่งข้อมูล 3 ทาง คือ
- ข้อมูลด้านเนื้อหาวิชา
- ข้อมูลด้านผู้เรียน
- ข้อมูลทางสังคม
2. การเลือกประสบการณ์ผู้เรียน (Selection of education experiences)
จากวัตถุประสงค์ หลักการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน
3. การจัดเรียงลำดับประสบการณ์การเรียนรู้ (Organization of learning experience)
เรียงลำดับตามขั้นตอน ต้องมีเนื้อหาครบทุกด้าน ทั้งความคิด หลักการ ค่านิยมและทักษะ
4. การประเมินผลการเรียนรู้ (Evaluation of learning experiences)
คือการตรวจสอบว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ เพียงใด
ตอนที่ 21 สุดท้ายแห่งชีวิต
"ขอให้ผมมีโอกาสลงจากหลังเสือโดยสง่างามหน่อยเถิดแล้วผมจะกลับไทยตายที่เมืองไทย ขณะนี้ผมซาบซึ้งเป็นที่สุดว่ามหาบุรุษพระองค์นั้นคิดอย่างไรถึงหนีออกบวช ผมอยากจะรู้ความรู้สึกพ้นทุกข์จริงๆคืออย่างไร"
จากเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปในหนังสือและข้อความทิ้งท้ายที่ฯพณฯสมชายกล่าว ทำให้ทราบว่า สมชายเป็นผู้มีเจตนาดีต่อการปฏิรูปองค์กร จวบจนการปฏิรูปสังคมอย่างเห็นได้ชัด หลักการของสมชายมีความเสมือนกับหลักสูตรที่เน้นปัญหาและปฏิรูปสังคม(Social problem and Reconstructionism) เพราะหลักสูตรนี้เป็นแนวทางการแก้ของปัญหาสังคม ตลอดจนการวางแผนเพื่ออนาคต และการสะท้อนการพัมนาสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองการปกครอง เป็นการวิเคราะห์ภาวะวิกฤติของระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นพลวัต กล่าวคือ หลักสูตรมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามความเป็นไปของความต้องการของพลโลกที่
วิวัฒไปอย่างไม่สิ้นสุด ราวกับชีวิตที่เป็นสัจธรรมและไม่มีอะไรจีรัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น